กลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย (เขากะลา)

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รุ่งศิลา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รุ่งศิลา แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Space time-lines



มีหลายประเทศที่พยายามค้นหาพลังงานของโลก ( ley-lines)

รูปร่างของพลังงานโลก ley-lines ไม่สามารถวัดความยาวของมันได้ เพราะเส้นทางหรือสนามพลังงานของโลกนั้นมีขอบเขตที่ไม่สิ้นสุด ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบ
ในภาพเส้นที่อยู่ตรงกลางถ้าพลิกมองด้านตรงดู จะเห็นว่าเป็นแค่จุด และมีวงจรขั้วบวกและลบวิ่งอยู่เป็นวงกลม ลักษณะเหมือนโดนัท
แต่ถ้ามองด้านข้างจะเป็นลักษณะเหมือนคลื่นที่วิ่งสลับขั้วบวก- ลบ และจุดตรงกลางที่มันวิ่งมาชนกันจะเท่ากับ 0 หรือสมดุล(Neutral -Zero line)
จุดที่3เรียกว่าสมดุลนั่นแหละ เป็นจุดที่(Absolute )คงที่



ดังนั้น earth energy grid นั้นสุดท้ายแล้วก็คือสิ่งนี้

การเคลื่อนที่นั้นเป็นการเปลี่ยนฐานข้อมูลให้เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ เป็นการเคลื่อนที่ระหว่างขั้ว+และ- สรุปคือทุกสิ่งที่เรามองเห็นคือสิ่งที่ว่างเปล่า

มันเป็นเพียงแค่พลังงานเท่านั้น
เช่นเดียวกับร่างกายมนุษย์ ใช้พลังงาน พลักดันร่างกายให้เคลื่อนไหว
แต่จริงๆแล้วด้วยตัวพลังงาน เองแล้วมันไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน มันยังอยู่ที่นั่น ที่เดิม (เวลาของปัจุบัน )In truth, we or our consciousness rather is always in the ETERNAL PRESENT.

Quote
When we see or feel as if we are moving from one location to another, we are not really moving at all. Although it seems as if we are definitely moving through time and space, our senses deceive us . . . it is really just the information that is altering or changing within our own consciousness?? and seeing as our surrounding reality is made-up of our own energy, then this is what we will sense and experience

เรารู้ว่าร่างกายเราเคลื่อนไหว สามารถไปตามที่ต่างได้ ฯลฯ แต่ที่จริงแล้วเราอยู่ที่เดิมเพียงแต่มีการเปลี่ยนฐานข้อมูล ในพลังงาน เท่านั้นเองดังนั้นเราจึงอาศัยอยู่ใน (unconscious)
ที่เราไม่สามารถรู้สึกได้เพราะจิตไต้สำนึกเรายังไม่ตื่น และ Ego ที่พยายามผลักความเป็นจริงเกี่ยวกับผู้สร้างออกไป

Quote
It is the ego that wants to 'avoid the void'. The ego wants to avoid That,which is the True Creator behind its illusory reality, and which has the power to expose the illusion about itself and its world which the ego is trying to dominate and control.

สงคราม(ที่มองไม่เห็น)ต้องมีรู้เขาและรู้เราจึงจะชนะ

เมื่อเรารู้เขาและอาวุธของเขาแล้วก็มารู้เราบ้างและอาวุธของเราบ้าง
--รู้เรา--
เราเป็น สิ่งที่ถูกสร้างมาสมบูรณ์แบบมาก และพลังงานที่มีอยู่ในเรานั้นมีศักยภาพมหาศาล ใน 100 % เรานำมันมา
ใช้มากสุดแค่ 5% นี่เป็นสิ่งที่พลังงานในมนุษย์เราถูกสร้างจากพลังงานต้นแบบ และพลังงานของมนุษย์ทุกคน
มาจากที่เดียวกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน แยกออกจากกันไม่ได้ เป็นเหมือนอนุภาคต่างที่มากจากที่เดียวกันแยกจากกันไม่ได้

แต่การที่ pineal grand หรือ ดวงตาที่3 เราเปิดออก ก็ยังไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้าใจหรือใช้ศักยภาพที่เรามีอยู่ได้เลย มัน
เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเปิดหน้าต่างในโลกแห่งความเป็นจริงออก แค่นั้นเอง นี่แหละจึงเป็นสิ่งที่ Andromeda อยากจะสอนให้
เราเข้าใจและใช้พลังงานนี้ เพื่อที่เราจะเป็นอิสระ จากพวก Reptilians หรือ Grays

และ พลังงานของมนุษย์นั้นถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานที่เรียกว่าความรัก (เช่นเดียวกับ UFO ที่ใช้น้ำเป็นตัวขับเคลื่อนใน
การเดินทางได้หลาย dimension ) แต่ก็ยังเป็นระดับ physical class ไม่สามารถเดินทางได้ไกลกว่านั้น (ระดับพลังงาน มี 12
ระดับหรืออาจมากกว่านั้น) แต่พลังงานที่เรียกว่าความรักนั้น มันมีอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์เพียงแต่เราไม่รู้วิธีที่จะใช้มันแต่พวก
Reptilians หรือ Grays ไม่เข้าใจในพลังงานนี้เลย

พลังงานความรัก นี้สามารถนำเราให้เดินทางไปถึงในระดับ12 ได้แต่ก็ไม่มีทางไปได้ไกลกว่าพลังงานต้นแบบเพราะมันสิ้น
สุดที่นั่น

แม้แต่ญาติ พี่น้อง ของเราจากดาว Lyrae เองก็ใชพลังงานนี้ในการเดินทางและอยู่ได้ด้วยพลังงานนี้ (นี่แค่ระดับ 4 เองนะครับ) พวกเขายังเรียนรู้ที่จะไปให้ไกลกว่านั้น

พวก Raptiod ควบคุม มนุษย์ได้อย่างไร

1. ควบคุม Pineal grand ของเราโดยทางอาหารและเครื่องดื่มบางชนิดที่มีส่วนผสมของ Fluoride ,aspartame ,และอาหาร
ที่ผ่านกระบวนการ ฟอกสี ขัดเกลา กลั่น สกัด (refine)ที่ส่งผลให้เกิดแคลเซี่ยมเกาะ Pineal grand จึงทำให้ ดวงตาที่ 3
ของเราบอดสนิท และทำให้มองเห็นโลกในความเป็นจริงไม่ได้
2. ควบคุมโดยทางความเชื่อ (Manipulation)
3. ควบคุมโดยใช้ สนามพลังงาน (Earth energy grid)โดยการสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในจุดที่มีสนามพลังงานหนาแน่นเหล่านี้
เพื่อ ควบคุมเรา
4. ใช้ เสียงที่มีพลังงานด้านลบ โดยผ่านเสียงที่มีความถี่ต่างกัน
5. ใช้ ภาพสามมิติ {holographic}

" Projects JOSHUA and EXCALIBUR "

รุ่งศิลาProjects JOSHUA นั้นเป็นเทคโนโลยี่ของ NAZI คือ ใช้เสียงในการทำลาย ประสิทธิภาพสามารถ ทำลายเกราะโลหะ
ที่มีความหนา 4 นิ้ว ได้ในระยะ 3 กิโลเมตร และเชื่อว่าอาวุธชนิดนี้สามารถยิง UFO ได้



ปืนยิงคลื่นเสียงความถี่สูง ของนาซีเยอรมัน สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จุดระเบิดโดยออกซิเจนและมีเทน สามารถสร้าง
แรงดันเกินกว่า 1,000 milibars กำเนิดคลื่นเสียงความถี่สูง สามารถฆ่าคนและสิ่งมีชีวิต ระยะห่างประมาณ 150 ฟุต ในเวลา
เพียง 30 วินาที ที่ระยะห่างเกินกว่าอาจสร้างความเจ็บปวดและบาดเจ็บถึงตาย

โครงการวิจัยนี้ วัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นอาวุธลับ ด้วยการยิงคลื่นเสียงความถี่สูงกระแทกใส่ เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดใหญ่
โดยการใช้เครื่องก่อกำเนิดเสียง ท่อที่คล้ายปืนใหญ่ ขนาดใหญ่

EXCALIBUR คือ อาวุธนิวเคลียร์ สามารถทำลายฐานของAlienใต้ผิวโลกในพื้นผิวที่แข็งในระยะทางลึก1กิโลเมตรได้

หลายปีที่มีการติดต่อกับ GRAYS นั้น เทคโนโลยี่ได้พัฒนาขึ้นมาก เช่น Antigravity-type Craft ซึ่งสามารถเดินทางไป
the Moon, the planets Mars and Venus,ได้ รัฐบาลสหรัฐยังปิดบังโกหกต่อสาธาระณะชนอย่างมาก ในเรื่องพวกนี้ เช่น
ความจริงที่ว่า บนดวงจันทร์ มีต้นไม้และพืช เติบโตที่นั่น สามารถเปลี่ยนสีได้ตามฤดูกาล และ มีก้อนเมฆ ด้วย
(ด้านมืดของดวงจันทร์) และ สามารถเดินได้บนดวงจันทร์โดยมีแรงโน้มถ่วงเช่นเดียวกับโลก

Quote :
There are areas on the Moon where plant life grows and even changes color with the seasons. This seasonal effect is because
the Moon does not, as claimed,
always present the exact same side to the Earth or the Sun. The Moon has several man-made
lakes and ponds upon its surface, and clouds have been observed and filmed in its atmosphere.


ในปี 1969 บนดวงจันทร์ ได้มีการสู้รบกัน ระหว่างอเมริกา และ โซเวียต เพื่อแย่งดินแดนที่นั่น และมี ผู้เสียชีวิตไป 66 คน
แต่หลังจากนั้นก็กลับมาจับมือกันอีกครั้ง